หากใครคิดว่า 48 ชั่วโมงสั้นเกินไปที่จะสร้างหนังที่ดี เรื่องราวของ The Girl Is Mime อาจทำให้คุณเปลี่ยนความคิด
การสร้างภาพยนตร์ภายในเวลา 48 ชั่วโมงมีข้อจำกัดอยู่มากพอแล้ว แต่ทีมผู้สร้าง The Girl Is Mime เลือกทำให้โจทย์ของตัวเองยากขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการสร้างหนังที่ตัวละครหลักแทบไม่พูด และใช้ “Mime” หรือศิลปะการแสดงด้วยท่าทางเป็นหัวใจสำคัญของเรื่อง
ผลลัพธ์คือภาพยนตร์สั้นความยาวประมาณ 7 นาทีจาก London 48 Hour Film Project 2010 ที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการแข่งขันในเมืองของตัวเอง แต่สามารถคว้ารางวัล Best Film ของ London เดินทางต่อไปแข่งขันกับผู้ชนะจากเมืองต่าง ๆ ในระดับนานาชาติ คว้ารางวัลสูงสุดอีกครั้ง และได้รับโอกาสนำผลงานไปฉายที่ Cannes ในเวลาต่อมา
ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ นักแสดงนำของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ Martin Freeman ซึ่งรับบทเป็น Clive Buckle นักแสดง Mime ที่กำลังถูกตำรวจสอบสวนในคดีฆาตกรรมภรรยาของตนเอง
Martin Freeman ก่อนจะเป็น Bilbo Baggins
หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ The Girl Is Mime ยังคงถูกพูดถึงมาจนถึงทุกวันนี้ คือการที่ภาพยนตร์เรื่องนี้นำแสดงโดย Martin Freeman นักแสดงชาวอังกฤษที่ต่อมากลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากบท Dr. John Watson ใน Sherlock และ Bilbo Baggins ใน The Hobbit อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่หนังเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นในปี 2010 Freeman ไม่ได้เป็นนักแสดงหน้าใหม่ เขามีผลงานเป็นที่รู้จักอยู่แล้วจากซีรีส์ The Office เวอร์ชันอังกฤษ และภาพยนตร์ The Hitchhiker’s Guide to the Galaxy ขณะที่ Sherlock ก็เริ่มออกอากาศในปีเดียวกันนั้น ดังนั้นความน่าสนใจของ The Girl Is Mime จึงไม่ใช่เรื่องที่ 48 Hour Film Project เป็นเวทีที่ “ค้นพบ” Martin Freeman แต่คือการได้เห็นนักแสดงมืออาชีพเข้ามาทำงานภายใต้ข้อจำกัดเดียวกับทีมอื่น ๆ ในการแข่งขัน คือมีเวลาเพียง 48 ชั่วโมง และต้องสร้างเรื่องจากโจทย์ที่ได้รับในคืนเริ่มต้นการแข่งขัน
ในหนังเรื่องนี้ Freeman รับบทเป็นชายที่ถูกตำรวจสอบสวนในคดีฆาตกรรม แต่เพราะตัวละครเป็นนักแสดง Mime การแสดงส่วนใหญ่จึงไม่สามารถพึ่งพาบทสนทนาได้ เขาต้องใช้ สีหน้า จังหวะการเคลื่อนไหว ภาษากาย และ Physical Comedy เพื่อถ่ายทอดทั้งอารมณ์ขัน ความกดดัน และความคลุมเครือของตัวละครไปพร้อมกัน ซึ่งเข้ากับโจทย์ Silent Film ที่ทีมได้รับอย่างพอดี ตรงนี้จึงเป็นหนึ่งในจุดแข็งของหนัง เพราะทีมไม่ได้เพียงมีนักแสดงที่มีความสามารถ แต่ยังออกแบบบทและแนวคิดของหนังให้เหมาะกับสิ่งที่นักแสดงสามารถทำได้ดีที่สุด ทำให้ข้อจำกัดของการแข่งขันกลายเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงและการเล่าเรื่องแทนที่จะเป็นอุปสรรค
โจทย์ที่ทีมได้รับก่อนเริ่ม 48 ชั่วโมง
เสน่ห์สำคัญของ 48 Hour Film Project คือทีมไม่ได้เตรียมบทภาพยนตร์ที่สมบูรณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วนำมาถ่ายในช่วงการแข่งขัน แต่ต้องรอรับโจทย์ในคืน Kickoff ก่อนนำองค์ประกอบเหล่านั้นไปพัฒนาเป็นภาพยนตร์ที่ต้องเขียน ถ่าย ตัดต่อ และส่งให้เสร็จภายในเวลา 48 ชั่วโมง สำหรับ The Girl Is Mime โจทย์ที่ทีมต้องนำมาใช้ประกอบด้วย
- Genre: Silent Film
- Character: Sam หรือ Samantha Harris — Runner
- Prop: A bone
- Line: “I was expecting something bigger.”
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือทีมไม่ได้มองโจทย์ Silent Film เป็นสิ่งที่ต้องทำตามให้ครบแล้วจบไป แต่เลือกใช้มันเป็นแกนของแนวคิดทั้งหมด พวกเขาสร้างตัวละครหลักขึ้นมาเป็นนักแสดง Mime และนำเขาเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่ปกติจะต้องอาศัยบทสนทนาอย่างมาก นั่นคือ การสอบสวนของตำรวจ ผลลัพธ์คือข้อจำกัดของ Genre กลายเป็นทั้งตัวละคร มุกของเรื่อง วิธีการเล่าเรื่อง และความขัดแย้งในเวลาเดียวกัน แทนที่จะต้องคอยหาวิธีหลีกเลี่ยงข้อจำกัด หนังกลับทำงานได้เพราะข้อจำกัดนั้นตั้งแต่ต้น ซึ่งตอนที่หนังสร้างอยู่ในยุคที่เริ่มมีกล้อง DSLR เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ถ่ายที่มีความละเอียดของภาพในระดับ 2K.
องค์ประกอบอื่นอย่าง Character, Prop และ Line ก็ต้องถูกนำเข้าไปอยู่ในภาพยนตร์เช่นเดียวกัน ทำให้ทีมไม่ได้มีอิสระในการสร้างทุกอย่างตามใจ แต่ต้องหาวิธีทำให้องค์ประกอบที่ดูไม่เกี่ยวกันเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเดียวกัน นี่เป็นสิ่งที่ทำให้ 48 Hour Film Project แตกต่างจากการทำหนังสั้นทั่วไป เพราะโจทย์ไม่ได้เป็นเพียงเงื่อนไขทางเทคนิค แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการคิด ทีมต้องตัดสินใจภายในเวลาสั้นมากว่า จะนำสิ่งที่ได้รับมา “ใส่” ลงในหนังอย่างไร หรือจะทำให้สิ่งเหล่านั้นกลายเป็น เหตุผลที่หนังเรื่องนี้ต้องมีหน้าตาแบบนี้ตั้งแต่แรก
เมื่อผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรมเป็น Mime
เรื่องของ The Girl Is Mime เริ่มต้นจากสถานการณ์ที่คุ้นเคยในหนังสืบสวน เมื่อ Clive Buckle ถูกตำรวจนำตัวมาสอบสวนหลังภรรยาของเขาถูกฆาตกรรม ตำรวจสงสัยว่า Clive เป็นผู้ลงมือ แต่ยังขาดสิ่งสำคัญที่จะมัดตัวเขา นั่นคืออาวุธที่ใช้ก่อเหตุ ระหว่างการสอบสวน ความทรงจำเกี่ยวกับชีวิตคู่ของ Clive ค่อย ๆ ถูกนำมาเล่า ตั้งแต่ช่วงที่ทั้งสองพบกัน ตกหลุมรัก ไปจนถึงความสัมพันธ์ที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ไม่เหมือนเดิม
จุดที่เปลี่ยนสถานการณ์ธรรมดาให้กลายเป็นหนังเรื่องนี้ก็คือ Clive เป็นนักแสดง Mime หนังจึงไม่สามารถใช้การตอบคำถามของผู้ต้องสงสัยแบบหนังสอบสวนทั่วไปได้ และต้องหาวิธีให้เขาเล่าเรื่องโดยอาศัยสีหน้า การเคลื่อนไหว และภาพที่เกิดขึ้นจากความทรงจำแทน การไม่พูดของตัวละครจึงทำหน้าที่หลายอย่างพร้อมกัน ทั้งเป็นมุก เป็นอุปสรรคต่อการสอบสวน และเป็นภาษาหลักในการเล่าเรื่อง ทำให้ The Girl Is Mime ไม่ได้เป็นเพียง “หนังเงียบ” เพราะโจทย์กำหนด แต่เป็นหนังที่แนวคิดเรื่องความเงียบถูกผูกเข้ากับตัวละครและโครงเรื่องตั้งแต่ระดับพื้นฐาน
Short of the Week ซึ่งนำหนังมาเผยแพร่ในภายหลังตั้งข้อสังเกตว่า ทีมไม่ได้พอใจกับข้อจำกัดที่ต้องสร้างหนังภายใน 48 ชั่วโมงเพียงอย่างเดียว แต่ยังเพิ่มข้อจำกัดให้ตัวเองอีกด้วยการสร้างหนังเงียบเกี่ยวกับ Mime โดยให้เหตุการณ์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นรอบการสอบสวนที่ตัวละครหลักแทบไม่มีเสียงพูด สิ่งที่ดูเหมือนเป็นการทำให้การผลิตยากขึ้นกลับทำให้คอนเซปต์ของหนังชัดขึ้นอย่างมาก เพราะทุกฝ่ายในทีมสามารถเข้าใจได้ทันทีว่ากำลังสร้างหนังประเภทไหน และอะไรคือหัวใจของเรื่อง
จาก London 48 Hour Film Project สู่ Filmapalooza
เมื่อการแข่งขันในลอนดอนสิ้นสุดลง The Girl Is Mime ได้รับรางวัลชนะเลิศ และสิทธิ์ในการเดินทางต่อไม่ได้เกิดจากชื่อของ Martin Freeman แต่เกิดจากผลการตัดสินตัวภาพยนตร์ เส้นทางของผู้ชนะในระบบ 48 Hour Film Project ไม่ได้จบอยู่ที่เมืองของตัวเอง เพราะ Best Film จากแต่ละเมืองสามารถเดินทางต่อไปยัง Filmapalooza ซึ่งเป็นงานระดับนานาชาติที่รวบรวมผู้สร้างและภาพยนตร์เด่นจาก 48 Hour Film Project ทั่วโลกมาอยู่ในงานเดียวกัน เบื้องหลังของ The Girl Is Mime ระบุว่าหลังจากชนะ London หนังได้ไปแข่งขันในรายการระดับนานาชาติที่ Miami และชนะอีกครั้ง
ใน Filmapalooza 2011 ซึ่งเป็นรอบสำหรับภาพยนตร์จากการแข่งขันปี 2010 The Girl Is Mime ของทีม Far From Home จาก London ได้รับรางวัล Best Film กับเงินรางวัล 3000 ดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ยังคว้า Best Directing และ Best Cinematography และได้รับ Honorable Mention ด้านการแสดง ผลงานที่เริ่มต้นจากโจทย์ Genre, Character, Prop และ Line ในคืนหนึ่งที่ลอนดอนจึงสามารถผ่านการแข่งขันในเมืองของตัวเอง ก่อนขึ้นมาอยู่ในอันดับสูงสุดเมื่อถูกนำไปเปรียบเทียบกับผู้ชนะจากเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก
สิ่งนี้เป็นหัวใจสำคัญของเส้นทาง 48 Hour Film Project Bangkok เช่นเดียวกัน การแข่งขันใน Bangkok ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการสร้างหนังให้เสร็จแล้วนำมาฉายในโรงภาพยนตร์ แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นในการคัดเลือก Best Film ของ Bangkok เพื่อเดินทางต่อไปยัง Filmapalooza และพบกับผลงานและผู้สร้างจากเมืองอื่น ๆ ทั่วโลก หนังที่ทีมหนึ่งสร้างขึ้นภายในสุดสัปดาห์เดียวจึงอาจมีชีวิตของมันต่อหลังจากเวลาการแข่งขันหมดลงแล้ว
จาก Filmapalooza ไปถึง Cannes
เส้นทางของ The Girl Is Mime ยังไม่จบที่ Miami ที่จัด Filmapalooza ปี 2011 หลังจากคว้ารางวัลระดับนานาชาติ หนังได้รับโอกาสไป ฉายที่ Cannes และต่อมายังได้รับเลือกเข้าฉายใน LA Shorts Fest ด้วย โดยคำอธิบายจากทีมผู้สร้างและวิดีโอเบื้องหลังยืนยันเส้นทางจาก London ไปสู่ Filmapalooza และ Cannes ไว้อย่างชัดเจน
ตรงนี้เป็นจุดที่มักเกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำว่า “Cannes” กับ 48 Hour Film Project เพราะการที่หนังจากโครงการได้รับโอกาสไปฉายในบริบทของ Cannes ไม่ได้หมายความว่าหนังเรื่องนั้นได้รับคัดเลือกเข้า Official Competition ของ Festival de Cannes ในประเภทเดียวกับภาพยนตร์ที่ชิง Palme d’Or แต่เป็นเส้นทางการนำผลงานเด่นจาก 48 Hour Film Project ไปนำเสนอในบริบทของตลาดและกิจกรรมภาพยนตร์ที่เกิดขึ้นช่วงเทศกาล Cannes ความแตกต่างนี้สำคัญ เพราะทำให้เราอธิบายความสำเร็จของหนังได้ถูกต้องโดยไม่จำเป็นต้องขยายความสำเร็จเกินสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
อย่างไรก็ตาม การได้เดินทางจากการแข่งขันระดับเมืองไปสู่การฉายในพื้นที่นานาชาติยังคงเป็นโอกาสที่สำคัญอย่างมากสำหรับหนังที่ถูกสร้างขึ้นภายในเวลาเพียง 48 ชั่วโมง เพราะทีมไม่ได้เพียงได้รับรางวัลแล้วกลับบ้าน แต่ผลงานสามารถถูกนำไปพบผู้ชมใหม่ ผู้สร้างใหม่ และคนในอุตสาหกรรมจากประเทศอื่นได้ นั่นคือเหตุผลหนึ่งที่ 48 Hour Film Project วางโครงสร้างการแข่งขันให้ การชนะในเมืองหนึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางต่อไป ไม่ใช่จุดสิ้นสุด





